mitsubishi attrage สมาร์ทอีโคคาร์….อีกขั้นของความคุ้มค่า

mitsubishi attrage สมาร์ทอีโคคาร์….อีกขั้นของความคุ้มค่า มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ส่งรถยนต์อีโคคาร์คันแรกเข้าสู่ตลาดโลก ในรุ่น มิราจ ซึ่งเป็นรถยนต์ขนาดกระทัดรัดเหมาะกับการใช้งานในเมืองใหญ่ที่มีการจราจรแออัด และมีพื้นที่สำหรับจอดจำกัดจำเขี่ย

มิราจ เป็นรถยนต์แบบแฮทช์แบคท้ายสั้น หรือที่เรียกกันว่าเป็นรถยนต์รูปแบบสองกล่อง ( Two Boxes ) จึงเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างลงตัวอย่างยิ่ง ทำให้ มิตซูบิชิ มิราจ ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งชาวไทย และในตลาดประเทศอื่นๆอีกหลายประเทศ ที่ มิตซูบิชิ มิราจ ผลิตจากประเทศไทยถูกส่งไปขาย

แต่ในขณะเดียวกันวิถีชีวิตของคนที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก กลุ่มเป้าหมายที่เคยวางเอาไว้สำหรับ มิตซูบิชิ มิราจ คือคนรุ่นใหม่และคนวัยเริ่มต้นทำงานหรือเริ่มต้นชีวิตครอบครัว กลับขยายวงกว้างออกไปยังกลุ่มคนที่ทำงานและมีครอบครัวเริ่มขยาย มีสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้น หรือคนที่ต้องการพื้นที่ใช้สอยภายในตัวรถมากขึ้น ต้องการพื้นที่เก็บสัมภาระเพื่อการสันทนาการมากขึ้นในวันหยุดพักผ่อน และต้องการพื้นที่สำหรับบรรทุกสิ่งของที่ต้องใช้ในการประกอบอาชีพมากขึ้น แต่ก็ยังต้องการรถยนต์ที่มีความประหยัดเชื้อเพลิงสูง และรถยนต์ที่มีความปลอดภัยสูงมากขึ้นสำหรับการเดินทางไกลในโอกาสต่างๆ

มิตซูบิชิ แอททราจ จึงเกิดขึ้นในรูปแบบของรถยนต์แบบเก๋งซีดาน หรือที่เรียกกันในภาษาของผู้ที่อยู่ในแวดวงยานยนต์ว่า เป็นรถยนต์รูปทรงแบบสามกล่อง ( Three Boxes ) โดยเพิ่มพื้นที่ห้องเก็บของด้านท้าย หรือพื้นที่ใต้ฝากระโปรงท้ายรถขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง นอกจากจะทำให้มีพื้นที่สำหรับเก็บสัมภาระได้มากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเพิ่มน้ำหนักด้านท้ายให้สมดุลย์กับด้านหน้าได้มากขึ้น และสนองตอบการใช้งานของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น เพราะพื้นที่เก็บของในฝากระโปรงท้ายมีความจุมากถึง ๔๕๐ ลิตร หรือเท่ากับสามารถจุกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ หรือถุงกอล์ฟขนาดคิงส์ไซส์ได้อย่างสบาย ในขณะที่ ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานก็ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำเพียงแค่ ๐.๒๙ cd เท่านั้นเอง

มิตซูบิชิ แอททราจ แม้ว่าจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของรถยนต์แบบอีโคคาร์ก็ตาม แต่สัดส่วนของตัวรถกลับใหญ่เทียบเท่าได้กับรถยนต์ระดับ A Segment เพราะมีความยาวรวมของตัวรถทั้งคันถึง ๔,๒๔๕ มิลิเมตร ในขณะที่ความกว้างของตัวรถอยู่ที่ ๑,๖๗๐ มิลลิเมตร ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้จะมีพื้นที่เก็บของเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความปราดเปรียวเมื่อต้องขับในเมือง และสะดวกเมื่อต้องหาพื้นที่สำหรับที่จอด ในขณะที่ มิตซูบิชิ แอททราจ มีระยะฐานล้อยาวมากถึง ๒,๕๕๐ มิลลิเมตร นั่นเท่ากับว่าทำให้ห้องโดยสารมีความนุ่มนวล ลดการโยนตัวลงไปได้ และยังส่งผลไปถึงประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยมอีกด้วย

ในส่วนหัวใจของมิตซูบิชิ แอททราจ หรือเครื่องยนต์นั้น วิศวกรของมิตซูบิชิ ยังคงมอบความไว้วางใจให้กับเครื่องยนต์เบนซิน ๓ สูบแถวเรียงวางขวางด้านหน้า รหัส ๓ A ๙๒ ที่มีเพลาราวลิ้นคู่เหนือฝาสูบทำหน้าที่ขับเคลื่อนวาล์วแบบ ๓ วาล์วต่อสูบ โดยมีระบบควบคุมจังหวะการเปิดและปิดวาล์วแบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของมิตซูบิชิที่เรียกกันว่าระบบ MIVEC เข้ามาช่วยทำงานด้วย ทำให้เครื่องยนต์ที่มีความจุจริงๆ ๑,๑๙๓ ซีซี. เครื่องนี้สามารถผลิตกำลังออกมาได้ถึง ๗๘ แรงม้า โดยถ่ายทอดกำลังของเครื่องยนต์ทั้งหมดผ่านเกียร์อัตโนมัติในระบบ CVT แบบ INVECS III มากเพียงพอต่อการที่จะสร้างอัตราเร่งที่ดีมาก ให้กับรถยนต์ที่มีน้ำหนักตัวระดับ ๙๐๐ กิโลกรัม ได้อย่างสบายๆ และยังมีในแบบเกียร์ธรรมดาเดินหน้า ๕ จังหวะมาเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งให้ด้วย
ด้วยช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระแมคเฟอสันสตรัท ที่มีคอล์ยสปริงและเหล็กกันโคลง และระบบช่วงล่างด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีม ทำงานร่วมกับระบบบังคับเลี้ยวหรือระบบพวงมาลัยแบบแรคแอนด์พิเนียน พร้อมระบบช่วยผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า ทำให้การทรงตัวของ มิตซูบิชิ แอททราจ ไม่ว่าจะอยู่ในระดับความเร็วสูงเพียงใด หรือจะมีน้ำหนักบรรทุกมากหรือน้อยเพียงใด ก็สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ได้เสมอ

แต่เหนืออื่นใดสิ่งที่มิตซูบิชิ แอททราจ มีให้มากกว่ารถยนต์ระดับเดียวกันหรือระดับเหนือกว่ายี่ห้ออื่นๆก็คือ ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ ซึ่งจะเตือนเมื่อมีสิ่งกีดขวางด้านหน้า โดยระบบจะตรวจจับวัตถุด้านหน้า อยู่ในระยะไม่เกิน ๔ เมตร หากมีการเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงไม่ว่ากรณีใดก็ตาม เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเบรกรถได้ทันท่วงที ทำให้ลดความเสียหายจากการชนด้านหน้าลงไปได้ และยังมีระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง เพื่อช่วยผู้ขับให้ลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุในการชนท้ายรถคันอื่นลงไปได้มาก ซึ่งระบบดังกล่าวนี้จะพบได้ในรถยนต์ระดับสูงแบบพรีเมี่ยมราคาแพงๆเท่านั้น